top of page

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

                        (ครั้งทรงดำรงพระราชอิสสริยยศที่สมเด็จพระอนุราชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์)

                                                   ทรงครองวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๙-๒๓๙๔

                  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย  แต่เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ที่สอง  ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี   เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑  ปีชวด   เมื่อพระชนมายุ ๙ พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีลงสรง  ได้เฉลิมพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ สมมุติเทววงศ์  พงศ์อิศวรวรกกระษัตริย์  ขัตติยราชกุมาร” เมื่อพระชนมายุ ๑๓  พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดฯ  ให้ตั้งพระราชพิธีโสกันต์  แล้วทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ทรงผนวชเป็นสามเณร  ณ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ฯ วัดมหาธาตุฯ  ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๗  เดือน  เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๒  เมื่อพระชนมายุ ๒๐ พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้

 

                                                           วัดบวรนิเวศวิหารในอดีต

                     ทรงผนวชเป็นภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันพุธขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘  พุทธศักราช ๒๓๖๗  โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระฉายาว่า “วชิรญาณเถระ” แล้วเสด็จไปประทับ ฯ วัดมหาธาตุ  เป็นเวลา  ๓ วัน เพื่อทรงปฏิบัติอุปัชฌายวัตร  แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน)  เพื่อทรงศึกษาวิปัสสนาธุระหลังจากทรงผนวชได้ ๑๕ วัน  สมเด็จพระชนกนาถเสด็จสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระนั่งแกล้าเจ้าอยู่หัว พระเชฎฐราโชรสได้แสด็จเถลิงถวัยยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์  ในการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรับราชสมบัติ  ในขณะนั้นกลับเป็นคุณแก่ประเทศสยาม  เพราะได้ทรงศึกษาวิชาความรู้ตามแบบโบราณ  ทรงแตกฉานในพระพุทธศาสนา  ทรงรอบรู้หลายภาษาทั้งภาษาบาลีสันกฤต  มคธ  ละติน  อังกฤษ และฝรั่งเศส ทรงได้ใช้ภาษาอังกฤษ  ศึกษาหาความรู้แขนงต่าง  ๆ อาทิ  คณิตศาสตร์  ดาราศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์ กฎหมาย  และการศึกษา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๒  เสด็จประทับ ณ วัดสมอราย  ในช่วงเวลานี้  ได้ทรงเริ่มปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยที่ได้ทรงศึกษามาในพระไตรปิฎก  ถึงพุทธศักราช ๒๓๗๙  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา

โปรดฯ ให้เชิญเสด็จมาครอง  วัดบวรนิเวศวิหาร

                       ครั้นพุทธศักราช  ๒๓๙๔  พระบทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จสวรรคต  พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่ในสังฆมณฑล  ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยสมบัติ  สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที่ ๔  เมื่อวันที่ ๖  เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔  ขณะพระชนมายุ ๔๗  พรรษา รวมระยะกาลที่ทรงผนวชเป็นเวลา ๒๗ พรรษา  ซึ่งนับว่าเป็นกาลสมัยที่เหมาะสม ด้วยยุคนั้นเป็นยุคของการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก   พระองค์ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล  จึงทรงเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครอง โดยให้ความสำคัญของราชการต่างประเทศ  ทรงเปิดประตูเมืองคบค้ากับชาวตะวันตกอย่างเสรี  และอนุญาตให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกตั้งสถานกงสุลได้  ทรงได้ตกลงทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับอารยประเทศ  ทรงให้เลิกขนบธรรมเนียมที่ล้าสมัย  อาทิเช่น ให้ขุนนางสวมเสื้อผ้าเข้าเฝ้า  เลิกไว้ผมทรงมหาดไทย  หันมาไว้ผมแบบชาวตะวันตก เป็นต้น  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความคิดก้าวหน้าทันสมัยและมีความเชี่ยวชาญในวิทยาการหลายด้าน  โดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ทรงคำนวณการเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำหลายครั้ง  ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๗ ปีนั้น  นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงพัฒนาประเทศเข้าสู่ความทันสมัย  ทั้งในด้านการปกครอง  เศรษฐกิจ  สังคม  ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม  ซึ่งผู้ทรงความรู้บางท่านได้กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นนักสังคมนิยมพระองค์แรก

                        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๑ สิริพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษาบริบูรณ์  และทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ ๑๘  ปี

 

การพระศาสนา

                     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๔  พระองค์ทรงตระหนักว่า พระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติผิดแผกไปจากพระธรรมวินัยแต่เดิมเป็นอันมาก  การปฏิบัติศาสนกิจกระทำกันไปตามที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา  โดยไม่เข้าใจถึงความหมายและจุดมุ่งหมายที่แฝงอยู่ภายในเนื้อหาอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา  อันได้แก่ความรู้ที่ได้จากการตีความหมายของพระไตรปิฎก   พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเข้าใจในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง และต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจถึงประโยชน์อันเกิดจากข้อปฏิบัติ  โดยเน้นหนักในแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาของพุทธศาสนิกชน พระองค์ทรงถือว่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรกับวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการสมัยใหม่  พระองค์มิได้ทรงคัดค้านในเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่หรือกฏแห่งกรรม แต่พระองค์ได้ทรงอรรถาธิบายในแง่มุมของปรัชญา  ทรงชี้ให้เห็นถึงหลักของวิทยาศาสตร์ที่ว่าผลย่อมเกิดแต่เหตุ  หากหลักเกณฑ์นี้ครอบคลุมจักรวาลทางวัตถุอยู่  เหตุใดหลักเกณฑ์เดียวกันนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงจักรวาลทางจิตด้วย  ตามหลักการนี้สรุปได้ว่า "กรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว   ย่อมติดตามหรือส่งผลให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า  ถึงหากจะไม่เชื่อว่าวิญญาณจะไปเกิดใหม่ แต่อำนาจแห่งกรรมย่อมไม่มีวันที่เสื่อมสูญ  แนวความคิดเช่นนี้จึงนับว่ายากสำหรับบุคคลธรรมดาที่จะเข้าใจได้ หากแต่ทว่าพระองค์ทรงเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง  พระองค์จึงทรงพยายามให้ประชาชนของพระองค์ได้เข้าใจในหลักกรรมนี้เช่นกัน" (มอฟแฟ็ท ๒๕๒๐ : ๒๔)

 

 

 

 

 

 

 

 


                      เมื่อพระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรตามประเพณี  ทรงศึกษาศีลธรรมและเรียนภาษาบาลีขั้นต้น พระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๗  เดือน  ครั้นเมื่อพระชนพรรษาได้ ๒๐ พรรษา ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ  แต่เดิมพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทรงผนวชเพียงหนึ่งพรรษาตามราชประเพณี  หากเกิดเหตุการณ์อันมิได้คาดคิดจึงทำให้พระองค์ทรงผนวชตลอดมาได้ถึง ๒๗ พรรษา 

                                   การพระศาสนาสมัยก่อนเสวยราชย์ (กำเนิดคติธรรมยุติกนิกาย)

                       พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงผนวช ณ วัดศรีรัตนศาสดาราม  แล้วไปเสด็จประทับ ณ วัดมหาธาตุ   ทำอุปัชฌายวัตรเป็นเวลา ๓ วัน  จากนั้นเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน)  ทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ  ครั้นเมื่อต้องทรงสมณเพศต่อไปไม่มีกำหนด  จึงทรงตั้งพระทัยศึกษาให้ได้ความรู้วิปัสสนาอย่างถ่องแท้จนจบสิ้นความรู้ของครูอาจารย์ และประการสำคัญเมื่อทรงไต่ถามเพื่อสืบค้นหารากมูลของลัทธิวีธี  ครูอาจารย์ไม่สามารถชี้แจ้งถวายให้สิ้นความสงสัยได้  บอกได้แต่ว่าครูบาอาจารย์สอนมาเพียงเท่านั้น  พระองค์ทรงเห็นว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการถือลัทธิดือรั้น  ไม่รู้ผิดชอบไม่เป็นที่ตั้งแห่งปัญญา  จึงเกิดท้อพระทัยในการศึกษาวิปัสสนาธุระ  รวมทั้งวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์  เนื่องจากทรงมีความเห็นว่า “ลัทธิสมถวิปัสสนาธุระนั้นวุ่นวายมากไปด้วยสัมโมหะวิหาร  เปรียบเสมือนยืมจมูกของท่านผู้อื่นมาหายใจ  ท่านซึ่งเป็นพระอาจารย์นั้นจะพูดจาสั่งสอนในพระธรรมอันใด ก็งุบงิบอ้อมแอ้ม ไม่อธิบายให้กระจ่างสว่าง   ให้ได้ความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้เล่าเรียน ครั้นศิษย์พวกใด ไถ่ถามบ้างก็โกรธ  พูดอ้างคติโบราณาจารย์ เช่นอาจิณกัปปิกา ว่าท่านผู้ใหญ่เคยทำอย่างนี้...”  

                                    พระตำหนักที่ประทับ วัดสมอราย ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวช

                     ครั้นพอออกพรรษา  พระองค์ทรงเสด็จกลับมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ  เพื่อทรงศึกษาด้านคันถธุระต่อไป  โดยทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง  ทรงเรียนภาษามคธกับพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เจ้ากรมราชบัณฑิตจนเชี่ยวชาญ  แล้วจึงได้สอบสวนในคัมภีร์พระไตรปิฏก  ทรงเห็นว่าข้อปฏิบัติด้านธรรมวินัยที่พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติกันอยู่นั้น  คลาดเคลื่อนจากพระพุทธบัญญัติทำให้ไม่ก่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา   ต่อมาได้ทรงวิสาสะกับพระเถระรามัญนามว่า พระสุเมธมุนี อยู่วัดบวรมงคล  ได้บวชมาแต่เมืองมอญ ท่านมีความรู้เรื่องธรรมวินัยและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด  สามารถอธิบายให้พระองค์ทรงทราบได้อย่างชัดเจนสิ้นสงสัย  พระองค์จึงได้ทรงรับวัตรปฏิบัติตามแบบพระสุเมธมุนี และทรงนับถือ  และทรงนับถือเป็นพระอุปัชฌาย์อีกด้วย  นับได้ว่าเป็นต้นกำเนิดที่ก่อให้เกิดคติธรรมยุติกนิกายขึ้น  พระองค์ทรงศึกษาด้วยความเลื่อมใสและขยันหมั่นเพียร  ทรงใช้สามัญสำนึกและมีพระทัยที่ศึกษาค้นหาเหตุผลอย่างถ่องแท้อยู่เสมอ  ทรงค้นคว้าให้มากถึงความรู้ทางหลักพระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัย   ทรงศึกษาจนแตกฉานเชี่ยวชาญในภาษามคธ ทั้งบาลีและสันสกฤต  จนสามารถสอบสวนข้อความต่าง ๆ จากพระไตรปิฏกได้

                      พ.ศ.๒๓๖๙  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้พระองค์เสด็จเข้าไปสอบไล่พระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่ง ทรงสอบได้เปรียญ ๕ ประโยค จึงได้พระราชทานสมณศักดิ์พัดยศสำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยค โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ แล้วให้เสด็จเข้าร่วมในที่ประชุมพระราชาคณะผู้ใหญ่  เพื่อสอบไล่พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร

                      เมื่อครั้งประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสั่งสอนกุลบุตรให้ได้เล่าเรียนโดยทรงเน้นข้อวินัยวัตรและสุตตันะปฏิบัติต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย  จึงมีผู้บรรพชาอุปสมบทประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระองค์ขึ้นหลายรูป  จนมาถึง พ.ศ.๒๓๗๒ พระองค์จึงเสด็จไปประทับ ณ วัดสมอรายอีกครั้งหนึ่ง  ทรงมีศิษย์ที่ถือวัตรปฏิบัติตามจำนวน ๒๐ รูป (ม.ร.ว.ศุภวัฒน์  เกษมศรี ๒๕๒๕:๔๙๒) ได้ตามเสด็จไปวัดสมอรายบ้าง  คงอยู่ที่วัดมหาธาตุบ้าง  และได้แยกย้ายไปอยู่ที่วัดอื่นบ้าง  เมื่อพระองค์ทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย  มีผู้นับถือพระองค์เป็นจำนวนมาก ทั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์  ทรงให้บรรพชาและอุปสมบทแก่ผู้มีศรัทธา  และได้สงเคราะห์แก่ด้วยธรรมคถาอนุสาสโนวาท จึงมีพระสงฆ์นับถือปฏิบัติตามแพร่หลายแต่ครั้งนั้นมา   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงสถาปนาเป็นราชาคณะเสมอเจ้าคณะรอง  และเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศ  เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๙  เมื่อทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศแล้วจึงทรงจัดระเบียบการคณะสงฆ์  การปกครองวัด  และสั่งสอนประชาชนตามคติธรรมยุติกนิกาย  ทำให้มีผู้ศรัทธาขอบรรพชาอุปสมบทกับพระองค์เพิ่มมากขึ้น  โดยในพรรษามีพระสงฆ์ราว ๑๓๐ ถึง ๑๕๐ รูป สำหรับคติธรรมยุติกนิกาย พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องพระรัตนตรัย  ความว่า “...ทรงเห็นดังนี้แล้วสังเวชในพระทัย  จึงยกเอาพระธรรมวินัย  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือเป็นของจริงของแท้ปฏิบัติไปตาม จึงมีนามว่า ธรรมยุติกา...ให้ปฏิบัติเอาสิ่งที่ถูกตามพระธรรมวินัยให้มีลัทธิถือมั่นในทางสวรรค์นิพพาน  ที่ตรงที่ถูกเป็นทีแน่นอนกับใจว่านรกสวรรค์เป็นของมีจริง  มรรคผลนิพพานเป็นของมีจริง คนมีปัญญาอันสุขุมละเอียดจึงรู้ได้ด้วยใจ จะแลไปด้วยตาไม่เห็น...”  และอีกประการหนึ่งกล่าวไว้ว่า  “...เราทั้งหลายผู้ธรรมยุติก-วาที มีวาทะถ้อยคำกล่าวตามที่ชอบแก่ธรรม เป็นผู้เลือกคัดแต่ข้อที่ชอบแก่ธรรม ไม่ผิดไม่ละเมิดจากธรรม....ในพระบาลีว่านี้เป็นคำสั่งสอนเป็นแก่นสารพระพุทธศาสนาแน่ดังนี้แล้ว  เราทั้งหลายก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้นด้วยกายวาจาจิต....”   การกำเนิดธรรมยุติกนิกายขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนา ฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์  ให้เป็นเครื่องเตือนพุทธสาวกของพระพุทธองค์ว่า ให้พึงอิงอยู่กับพระธรรม  มีความเป็นเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แก่นของพระพุทธศาสนา  สัจธรรมที่ลึกซึ้งอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้น   ประการสำคัญคำสอนในพระพุทธศาสนา  ไม่มีอะไรเลยที่ขัดแย้งกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  และสิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้น  เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้เมื่อ ๒,๐๐๐  กว่าปีมาแล้ว

 

 

 

 

 

 

                                         พระปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ประทับขณะทรงผนวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

 

                      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผนในด้านการปฏิรูปทางพระพุทธศาสนาไว้หลายประการคือ

                      ๑. ทรงตั้งธรรมเนียมการนมัสการพระเช้าค่ำ  ที่เรียกกันว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำเป็นประจำ  และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา เป็นจุณณิยบท ซึ่งได้ใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้   มีการรักษาศีลอุโบสถและแสดงพระธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้า และบ่ายสามโมงเย็น  ในวันธรรมะสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ ๔ ครั้ง

                      ๒. ทรงปฏิรูปการเทศนา  และการอธิบายธรรม  ทรงริเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์ทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา  ไม่โปรดเขียนหนังสือไว้เทศน์  นอกจากนนั้นยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม  ทรงอธิบายให้คนเข้าใจเนื้อหาของหลักธรรม ได้เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร  อธิบายหลักธรรมที่ยากซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และได้เพิ่มบทสวดมนต์เป็นภาษาไทย  ทำให้มีคนนิยมฟังเป็นอันมาก

                      ๓. ทรงกำหนดให้วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพิ่มขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา และวางระเบียบในการเดินเวียนเทียนและสดับพระธรรมเทศนา  ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลในเทศกาลต่าง ๆ เช่น ถวายสลากภัตร  ตักบาตรน้ำผึ้ง  ถวายผ้าจำนำพรรษา เป็นต้น

                      ๔. ทรงแก้ไขพิธีการรับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน

                      ๕. ทรงวางระเบียบการครองผ้า คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณรให้ปฏิบัติไปตามหลักเสขิยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของภิกษุสามเณร และระเบียบอาจารยะมารยาท  ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา  สังวรในกิริยามรรยาทและขนบธรรมเนียม

                   ๖. ทรงแก้ไขการขอบรรพชา และทรงแก้ไขการสวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เช่น ระบุนาม อุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ  ซึ่งเป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา  การออกเสียงอักษรบาลี  ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์

                      ๗. ทรงให้พระสงฆ์ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน  สามารถแสดงธรรมเทศนา สามารถแยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล  และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ส่วนการศึกษาวิปัสสนาธุระ  ไม่ใช่ให้รู้......อันเป็นเบื้องต้น  แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน  การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งในที่สงสัยและน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ดขาดให้พึงเคารพพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

                      ๘. ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา  ความรู้ในสาขาอื่น ๆ ของพระสงฆ์  จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอแคสเวลตามความสนใจ  ทำให้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน  และมีผลสืบต่อมาให้เกิดเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในปัจจุบันนี้

                      ในการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดวางระเบียบแบบแผนและธรรมยุติกวัตรขึ้น  ได้ทรงปฏิบัติด้วยความกล้าหาญอย่างไม่ทรงย่อท้อต่ออุปสรรค  จึงทำให้เป็นที่ศรัทธาของราษฎรทุกชั้นขึ้นตามลำดับ  และยังผลให้เกิดมีการฟื้นฟูและส่งผลดีแก่พระพุทธศาสนา การสืบพระพุทธศาสนาที่กระทำในรัชกาลก่อน เป็นการฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นไปทางปริยัติธรรม  และก่อสร้างปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุศาสนสถานเป็นส่วนใหญ่ แต่ศาสนบุคคลยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจเนื่องมาจากเพิ่งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  จึงต้องก่อสร้างศาสนวัตถุขึ้นมาก่อน  ส่วนกรณีที่มีผู้ประพฤติผิดพระวินัยก็ทรงใช้พระราชอำนาจป้องกันปราบปรามให้สึกจากสมณเพศ  แต่ยังไม่ได้เข้าไปแก้ไขในวงการสงฆ์  ดังนั้นการที่พระองค์ทรงตั้งคณะสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม  ศึกษาปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง  จึงนับได้ว่าพระองค์ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา  ในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิม  ให้สมบูรณ์ทั้งวินัยปิฎก และพระสุตตันปิฎก  ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย 

 

                                                     การพระศาสนาเมื่อครั้งเสวยราชย์

                      พุทธศักราช ๒๓๙๔  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะ ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๔  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้ทรงวางนโยบายที่มีพระวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้
                      ๑. ห้ามการข่มขี่และเบียดเบียนพระสงฆ์
                      ๒. ทำการปราบปรามภิกษุที่ประพฤติทุจริต หยาบช้า และทำลามกอนาจารต่างๆ เพราะทำให้ศาสนามัวหมอง และเสียเกียรติยศแก่บ้านเมืองอีกด้วย
                      ๓. ทรงยกย่องผู้ประพฤติชอบด้วยศีลสังวร สั่งสอนศิษย์ในข้อพระวินัย และให้ศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ตามสมณกิจ
                      ๔. ทรงนับถือเฉพาะแต่แก่นพระพุทธศาสนา ให้เห็นสัจจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำสู่ความหลุดพ้น ส่วนเปลือกภายนอกที่เข้ามาปะปนในพระศาสนาไม่ทรงนับถือ เว้นแต่สิ่งที่ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมแบบแผน ก็ยอมให้คงไว้

                      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนา ทรงเริ่มทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงและเรียบร้อยขึ้นในสังฆมณฑล นับแต่แรกที่เสด็จขึ้นเสวยราชย์ ทรงวางพระองค์ให้เป็นกลางระหว่างสงฆ์ต่างนิกาย เมื่อคราวพระราชพิธีเสด็จฯเลียบพระนครนั้น โปรดให้กระบวนเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นวัดสำคัญแต่เดิม และเสด็จทางชลมารคไปยังวัดบวรนิเวศ อันเป็นวัดสำคัญของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย  ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนาโดยไม่ลำเอียง และระงับข้อสงสัยที่ว่า เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วจะใช้พระราชอำนาจบังคับพระสงฆ์ให้เป็นสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเสียหมด และเมื่อคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายถวายฎีกาเพื่อขอพระบรมราชานุญาตกลับไปห่มแหวกดังเดิม พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยว่า การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นกิจของสงฆ์ผู้ปฏิบัติ มิใช่ราชกิจของพระเจ้าแผ่นดินที่จะทรงสั่งให้ทำประการใด (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๒๕๑๕ : ๑๓๑) จะเห็นได้ว่าทรงระมัดระวังในการวางพระองค์ให้เป็นกลางอย่างเคร่งครัดเพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แม้ตำแหน่งในทางสมณศักดิ์ก็เช่นกัน ทรงส่งเสริมโดยถือหลักเกณฑ์อายุพรรษาและคุณธรรม ความรู้ เป็นสำคัญมากกว่ายึดถือนิกาย และมีพระราชดำรัสสั่งในราชการให้ถือว่าพระสงฆ์สองนิกายเป็นอย่างเดียวกัน ฐานะเสมอกัน การสังฆมณฑลก็มิได้แตกร้าวตลอดรัชสมัยของพระองค์ ด้วยพระสงฆ์พากันเลื่อมใสในพระปรีชาสามารถขององค์อัครศาสนูปถัมภก

                      สำหรับถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ทรงบูรณะให้สมบูรณ์มากกว่าที่จะทรงสร้างใหม่ ทรงมีพระราชดำริว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างวัดไว้มากพอแล้ว วัดที่ทรงสร้าง ได้แก่ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นต้น โดยวัดที่ทรงสร้างไม่มีพระราชประสงค์ให้ใหญ่โตเพราะจะรักษดูแลยาก ดังประกาศความว่า “...ในหลวงบัดนี้ก็ไม่สู้ถนัดที่จะคิดสร้างวัดใหญ่วัดโต เพราะเห็นว่าของชำรุดก็ไม่มีใครซ่อม วัดใหญ่นักก็ถวายเป็นที่อยู่ของศัตรูพระศาสนาไป จึงโปรดแต่ที่จะสร้างวัดเล็กๆ ที่จะบรรจุพระสงฆ์ ๓๐ รูป ลงมาพอให้เจ้าอาวาสมีความรักวัดบ้าง เอาใจใส่วัดบ้าง...”  

 

ที่มา : www.watbowon.com/Monk/ja/01/

 

   

7.jpg
ภาพเก่าวัดบวร.jpg
02_pa09_r41.jpg
02_pa010_kuti.jpg
temple 08.jpg
bottom of page